กลับหน้าแรก

FOOT CONDITIONS GUIDE

Know Your Foot Condition

ทำความเข้าใจภาวะเท้าผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อการดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

เท้าผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic Foot)

ภาวะเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน คือกลุ่มอาการที่เกิดจากผลกระทบระยะยาวของโรคเบาหวานต่อเส้นประสาทและหลอดเลือดที่เท้า ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อแผล การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม


สาเหตุและกลไก

1. ภาวะเส้นประสาทเสื่อม (Diabetic Neuropathy)

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ผู้ป่วยจะสูญเสียความรู้สึกที่เท้า ไม่รับรู้ความเจ็บปวด ความร้อน หรือแรงกด ทำให้บาดแผลเล็กน้อยลุกลามโดยไม่รู้ตัว

2. ภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease)

โรคเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการตีบของหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงเท้า ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แผลหายช้า และเนื้อเยื่อเสี่ยงต่อการขาดเลือด

ทำไมแผลเบาหวานจึงอันตราย

ผู้ป่วยเบาหวานมักไม่รู้ตัวเมื่อเกิดแผล เนื่องจากเส้นประสาทเสื่อมทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ขณะเดียวกันการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีทำให้แผลหายช้า เมื่อเกิดการติดเชื้อ แผลสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย ซึ่งในบางกรณีอาจต้องตัดนิ้วเท้าหรือขาเพื่อป้องกันการลุกลามของการติดเชื้อ


อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกต

  • ผิวหนังเท้าแห้ง แตก หรือคันผิดปกติ
  • มีหนังหนา ตาปลา หรือผิวแข็งเฉพาะจุด
  • รู้สึกชาหรือเหมือนมีเข็มทิ่มที่เท้า
  • เท้าเย็นกว่าปกติ หรือสีซีด
  • เล็บหนา ผิดรูป หรือมีเชื้อรา
  • แผลเล็ก ๆ ที่ไม่เจ็บแต่ไม่หาย

ระดับความรุนแรงของแผล (Wagner Classification)

Wagner Classification Chart

Wagner Classification Chart แสดงระดับความรุนแรงของแผลเบาหวานตั้งแต่ระดับ 0–5 เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและแนวทางในการดูแลรักษา


อาการที่ควรพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือน

  • มีแผลที่เท้าซึ่งไม่หายภายใน 1–2 สัปดาห์
  • เท้าบวม แดง ร้อน หรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ชาหรือสูญเสียความรู้สึกที่เท้าและนิ้วเท้า
  • ปวดขาขณะเดินหรือพักผ่อน
  • เท้าหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนสีเป็นดำหรือม่วงคล้ำ
  • แผลลุกลามหรือมีหนอง
  • ปวดมากหรือไม่รู้สึกเจ็บเลยทั้งที่แผลใหญ่
  • มีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากแผล

ภาวะฉุกเฉิน (ไป ER)

  • เท้าเปลี่ยนสีดำหรือม่วงอย่างรวดเร็ว
  • มีไข้สูงร่วมกับแผลที่เท้า
  • แผลมีกลิ่นเหม็นมากผิดปกติ
  • เจ็บปวดรุนแรงหรือไม่เจ็บเลยทั้งที่แผลใหญ่
  • แผลลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง
โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน: 1669

การดูแลแผลเบื้องต้นก่อนพบแพทย์

หากพบแผลที่เท้า ควรดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการลุกลามของแผล

สิ่งที่ควรทำ

  • ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนเบา ๆ
  • ซับให้แห้งด้วยผ้าก๊อซสะอาดเบา ๆ
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซและพลาสเตอร์
  • งดการลงน้ำหนักบริเวณแผล
  • รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามใช้น้ำยาโพวิโดนไอโอดีนเข้มข้น เพราะทำลายเนื้อเยื่อใหม่
  • ห้ามแกะ เจาะ หรือบีบตุ่มน้ำเอง
  • ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อน
  • ห้ามใช้ยาพื้นบ้านหรือสมุนไพรปิดแผล
  • ห้ามเดินเท้าเปล่า แม้ในบ้าน

รองเท้าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

รองเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันแผลเบาหวาน รองเท้าที่ไม่เหมาะสมเป็นสาเหตุของแผลเบาหวานจำนวนมาก รองเท้าที่ดีควรช่วยลดแรงกด ป้องกันการเสียดสี และรองรับรูปเท้าได้อย่างเหมาะสม

  • ความกว้างพิเศษ (Extra Wide) เพื่อให้นิ้วเท้าไม่ถูกบีบ
  • วัสดุด้านในแบบ Seamless ไม่มีตะเข็บที่เสียดสีกับเท้า
  • แผ่นรองลดแรงกด (Pressure Relief Insole) กระจายน้ำหนักสม่ำเสมอ
  • ส้นรองเท้ามั่นคง รองรับข้อเท้าได้ดี
  • หัวรองเท้ากว้างและลึกพอสำหรับนิ้วเท้า
  • วัสดุด้านนอกนุ่ม ยืดหยุ่น ไม่กดทับเท้า
  • พื้นรองเท้ากันลื่น ป้องกันการหกล้ม

การตรวจประเมินโดยแพทย์

  • ABI (Ankle-Brachial Index) ตรวจการไหลเวียนเลือด
  • TBI (Toe-Brachial Index) ใช้ในกรณีหลอดเลือดแข็ง
  • การตรวจเส้นประสาท (Monofilament Test)
  • การประเมินแรงกดใต้ฝ่าเท้า (Pressure Test)

การดูแลและป้องกัน

Daily Foot Care Guide

แนวทางการดูแลเท้าประจำวัน ช่วยลดความเสี่ยงของแผลเบาหวานและส่งเสริมสุขภาพเท้าในระยะยาว

  • ตรวจเท้าทุกวันโดยละเอียด รวมถึงบริเวณง่ามนิ้วและฝ่าเท้า
  • สวมรองเท้าที่เหมาะสม ไม่แน่นเกินไป และมีพื้นรองรับแรงกระแทกดี
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า แม้ในบ้าน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด
  • ตัดเล็บเท้าอย่างระมัดระวัง ไม่ให้สั้นเกินไปหรือบาดขอบเล็บ
  • พบแพทย์เพื่อตรวจเท้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
นอกเวลาทำการ

ปรึกษากับทีมผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อประเมินเท้าและแนะนำรองเท้าที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ

เปิดบริการ จ–ส 08:00–17:00 น.