ตาปลาเป็นภาวะที่ผิวหนังบริเวณเท้าหนาตัวและแข็งขึ้นเป็นวงเล็ก ๆ เนื่องจากแรงกดหรือแรงเสียดสีที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยมักพบได้บริเวณนิ้วเท้า ข้อนิ้วเท้า ฝ่าเท้า หรือบริเวณที่สัมผัสกับรองเท้าโดยตรง

แม้ว่าตาปลาจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดอาการเจ็บขณะเดิน ยืน หรือทำกิจกรรมประจำวัน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการเคลื่อนไหวได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน


อาการของตาปลา

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ผิวหนังหนาและแข็งเป็นก้อนกลม
  • มีจุดแข็งตรงกลางของรอยโรค
  • รู้สึกเจ็บหรือแสบเมื่อเดิน
  • มีอาการระคายเคืองจากการเสียดสีกับรองเท้า
  • ผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีสีเหลืองหรือขาวกว่าปกติ
หากมีอาการอักเสบ บวมแดง หรือเจ็บมากผิดปกติ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม

สาเหตุ

ตาปลาเกิดจากแรงกดและแรงเสียดสีต่อเนื่องเป็นหลัก โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • รองเท้าคับหรือหลวมเกินไป
  • รองเท้าปลายแคบที่บีบนิ้วเท้า
  • นิ้วเท้าผิดรูป เช่น นิ้วงอหรือนิ้วเก
  • การเดินลงน้ำหนักผิดปกติ
  • การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • การไม่สวมถุงเท้าเมื่อใส่รองเท้า

ปัจจัยเสี่ยง

บุคคลต่อไปนี้มีโอกาสเกิดตาปลามากกว่าคนทั่วไป

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีนิ้วเท้าผิดรูป
  • ผู้ที่ต้องยืนทำงานตลอดวัน
  • นักกีฬาและผู้ที่เดินหรือวิ่งเป็นประจำ
  • ผู้ที่สวมรองเท้าแฟชั่นที่ไม่พอดีกับเท้า

วิธีดูแลและป้องกัน

การดูแลตาปลาควรเริ่มจากการลดแรงกดบริเวณที่เกิดปัญหา และเลือกวิธีที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง

  • เลือกรองเท้าที่พอดีกับเท้า
  • หลีกเลี่ยงรองเท้าปลายแคบ
  • ใช้แผ่นรองลดแรงกด
  • สวมถุงเท้าที่ช่วยลดการเสียดสี
  • ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณผิวหนัง
  • หลีกเลี่ยงการตัดหรือเฉือนตาปลาด้วยตนเอง
สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บมากหรือมีตาปลาขนาดใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเท้าเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรเข้ารับการตรวจหาก

  • มีอาการเจ็บจนรบกวนการเดิน
  • มีเลือดออกหรืออักเสบ
  • มีโรคเบาหวานหรือโรคหลอดเลือดร่วมด้วย
  • ดูแลตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น
การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมและลดแรงกดบริเวณฝ่าเท้าถือเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและลดโอกาสเกิดตาปลาในระยะยาว